Category Archives: ธุรกิจ

ความรู้อย่างครบถ้วนเกี่ยวกับอีคอมเมิร์ซ

ภายในทศวรรษความสำคัญของไซต์อีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้น 10 เท่า ชีวิตที่ยุ่งเหยิงตารางงานยุ่งเหยิงวิถีชีวิตการขาดการจัดการสินค้าโภคภัณฑ์และการลดลงของการว่างงานได้สร้างการสะกดหลังการไต่เขาอย่างฉับพลัน คนมีเวลาน้อยกว่าที่จะออกไปข้างนอกและช้อปปิ้งร้านค้าและหน้าต่าง? ใครมีเวลาบ้าง? ทุกคนทำงานอยู่เบื้องหลังเงินและเมื่อกลับมาถึงบ้านที่เหนื่อยในตอนเย็นเปิดเดสก์ท็อปพีซีแท็บเล็ตหรือโทรศัพท์มือถือและสั่งซื้อสินค้าจากร้านค้าอีคอมเมิร์ซ

ดี deals หรูหราที่ e-marts ส่งเสริมการจูงใจเราในฤดูเทศกาลมีกำไรมากและหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ส่วนลดที่พวกเขาให้เราเพียงช่วยให้เราสามารถรับสินค้าที่น่ากลัวบางอย่างในราคาที่ถูกกว่ามากและที่ทำงานจริงๆ!

อีคอมเมิร์ซ ได้ระดมธุรกิจอย่างแท้จริงและได้ให้มุมมองใหม่จากทั้งสองด้านของลูกค้าและผู้ขาย

อีคอมเมิร์ซ  คือ อะไร?

เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ หมายถึงการช็อปปิ้งผ่านอินเทอร์เน็ต ประวัติความเป็นมาของการช็อปปิ้งออนไลน์ย้อนหลังไปเมื่อประมาณสองทศวรรษที่ผ่านมาในปีพ. ศ. 2534 เมื่ออนุญาตให้มีการใช้งานเชิงพาณิชย์บนอินเทอร์เน็ต ในระยะแรกคำนี้ใช้สำหรับการดำเนินการทางการค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทาง EFT และ EDI เท่านั้น ต่อมาระบบการแลกเหรียญได้เปลี่ยนไปตามความหมายที่ใช้ในปัจจุบันเช่นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซหรือเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ขายปลีก

ประวัติโดยย่อ

ทั้งหมดนี้เริ่มต้นเช่นนี้ ในช่วงต้นปีพ. ศ. 2543 องค์กรธุรกิจในสหรัฐฯและยุโรปตะวันตกจำนวนมากได้เริ่มทำธุรกิจของตนบนอินเทอร์เน็ต สิ่งนี้นำไปสู่การปฏิวัติและผู้คนเริ่มซื้อสินค้าออนไลน์โดยตรง แม้ในขณะนั้น บริษัท พัฒนาอีคอมเมิร์ซระยะไม่อยู่

อินเทอร์เน็ตยังเป็นช่วงเวลาใหม่และการล่มสลายของดอทคอมได้เกิดความเสียหายขึ้นเป็นอย่างมากในตลาดต่างประเทศ แต่หนึ่งใน บริษัท ค้าปลีก ‘Brick & Mortar’ ยืนหยัดอย่างไม่อาจต้านทานได้และใช้ผลประโยชน์ของอุบายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เมื่อแนวคิดได้รับการจัดตั้งขึ้นแล้วประเภทของอีคอมเมิร์ซเช่นรูปแบบธุรกิจสู่ธุรกิจหรือ B2B แบบจำลองธุรกิจต่อผู้บริโภคหรือ B2C และรูปแบบอื่น ๆ ก็เริ่มเข้ามาใกล้แล้ว

 

 

 

4 วิธีออนไลน์ ที่นักธุรกิจเครือข่าย MLM ต้องรู้

4

MLM (Multilevel Marketing) คือ การขยายเครือข่ายผู้บริโภค เพื่อมุ่งเน้นการคืนกำไรสู่ผู้บริโภค ผ่านแผนการตลาด ที่วิเคราะห์โดยนักการตลาดมืออาชีพ ให้เราแปรรูปจากการเป็นผู้บริโภคธรรมดา มาเป็นได้ถึง 3 สถานภาพ โดยเป็นทั้งลูกค้า ผู้ขาย และ ผู้บริหาร ในคนเดียวกัน จึงไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร ที่ ผู้ทำ MLM ไม่ได้ขายสินค้าเอง แต่มีรายได้เป็นแสน เป็นล้านบาท เพราะเขาได้ทำการบริหารองค์กร เขาจึงมีรายได้จากการบริหารจำนวนมากต่อเดือน

MLM เป็นระบบการตลาดที่ให้โอกาสในการประสบความสำเร็จแก่ทุกคนเท่าเทียมกัน โดยไม่สำคัญว่าจะเป็นใคร และใครเข้ามาก่อนหรือใครเข้ามาที่หลัง เป็นการเปิดโอกาสให้คุณสามารถทำธุรกิจได้โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ลองศึกษาแผนการตลาดของเราให้ดีเถอะครับ จะได้ไม่ต้องเสียโอกาสดี ๆ ถ้าบริษัทดี แผนการตลาดดีตรงใจคุณ

เคล็ดลับ : เทคนิคการทำธุรกิจเครือข่าย ว่าทำอย่างไรถึงจะสามารถทำให้คนสนใจได้ ว่าอะไรบ้างที่ต้องเรียนรู้และนำไปใช้ในธุรกิจที่ทำอยู่ ซึ่งมี 9 เทคนิค ดังต่อไปนี้

เคล็ดลับที่ 1 : Target Marketing (กลุ่มเป้าหมายในการทำตลาด สำคัญไฉน)

แน่นอนว่าการเริ่มต้นทำธุรกิจเครือข่ายของคุณในแบบออนไลน์นั้นจะทำแบบสุ่มสี่สุ่มห้าแบบออฟไลน์ไม่ได้ หมายความว่าคุณเห็นใครบนโลกออนไลน์เป็นผู้มุ่งหวังไปหมด ขอให้เลิกคิดวิธีนี้ เพราะมันจะทำให้คุณประสบความล้ำเหลว ในการทำแบบออนไลน์นั้นคุณจำเป็นต้องรู้ให้ได้ก่อนว่า ใครกันแน่คือกลุ่มเป้า่หมายที่แท้จริงของคุณ

เคล็ดลับที่ 2 : Sharing Story (คุณต้องการจะแบ่งเรื่องราวอะไรให้กลุ่มนั้น )

เมื่อคุณกลุ่มเป้าหมายแล้วคุณจำเป็นต้องหาเรื่องราวที่จะแบ่งปันให้กับกลุ่มคนเหล่านั้น ขอย้ำว่ายิ่งเรื่องราวของคุณใกล้เคียงกับสิ่งที่เขาต้องการมากเท่าไหร่ พวกเขาจะต้องการคุณทันที เช่น : คุณขายรองเท้าไนกี้ คุณก็ต้องให้ข้อมูลรองเท้าไนกี้ ถ้าคุณจะให้ข้อมูลรองเท้ายี่ห้ออื่น มันก็ไม่ใช่ เพราะเขาคิดว่าเราไม่มีในสิ่งที่เขาต้องการ

เคล็ดลับที่ 3 : Tools Marketing (เลือกเครื่องมือในการทำตลาด )

เมื่อเราเตรียมข้อมูลพร้อมแล้ว สิ่งที่ต้องทำอันดับต่อไปคือ เครื่องมือบนโลกในนี้มีเยอะแยะมากมาย แต่เครื่องมือที่ได้ผลและเป็นที่นิยมอย่างมาก นั้นก็คือ “Blog” คุณจะบล็อก ยี่ห้ออะไรก็ได้ในการทำการตลาด…แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว “เลือก WordPress” เอามาติดตั้งเอง ซึ่งมีความหยืดหยุ่น ในการทำ SEO มากกว่าบล็อกของค่ายอื่น ๆ แต่ถ้าคุณยังไม่มีทุนละคุณก็ควรเริ่มจาก Blogger ก่อนก็ได้

เคล็ดลับที่ 4 : Media & Social (ไม่ใช่มีแค่บล็อกแล้วจะครบ ต้องมีอย่างอื่นด้วย)

ปัจจัยสำหรับ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?

22

1.เลือกลูกค้า ฟังไม่ผิดหรอกครับ เราต้องเลือกลูกค้าด้วยไม่ใช่แค่ว่าลูกค้าเลือกเรา เหมือนการหาพนักงาน ไม่ใช่แค่บริษัทเลือกคนเข้าทำงาน แต่จริงๆแล้วพนักงานก็เลือกบริษัทที่จะทำเหมือนกัน

ซึ่งในการทำงานจริงนั้น ถึงแม้เราจะทำสัญญารอบคอบ รัดกุมขนาดไหน หรือทำ BOQ ครบถ้วนก็ตาม แต่พอถึงเวลาทำจริงๆ ถ้าลูกค้ามีการเปลี่ยนความต้องการ ผู้รับเหมาก็มักจะทำให้ เพียงแต่ว่าจะกระทบกับการทำงานแค่ไหนเท่านั้นเอง

  1. มีเงินทุนหมุนเวียน

ข้อนี้สำคัญมาก เพราะผู้รับเหมาก่อสร้าง หรือบริษัทรับเหมาก่อสร้าง หลายๆที่น่าจะเคยมีปัญหานี้กันมาหมด

เนื่องจากในบางครั้ง มูลค่าของงานที่รับมาค่อนข้างจะสูง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้รับเหมาก่อสร้าง ควรมีเงินทุนหมุนเวียนเกินกว่า 20% ของมูลค่างานที่รับมา เพราะถ้าอาศัยแต่เงิน Advance กับการเบิกเงินระหว่างวดเพียงอย่างเดียว อาจจะทำให้งานสะดุดได้

แต่ถ้าการจ่ายเงินในแต่ละงวดไม่มีปัญหา ก็อาจจะผ่านมาได้แล้วแล้วถ้าการจ่ายเงินล่าช้าหล่ะ?จะเกิดผลกระทบแน่นอน เพราะไม่มีเงินไปจ่ายค่าต่างๆ เช่น ค่าวัสดุ ค่าแรงงานพนักงาน เป็นต้นดังนั้น ในเรื่องเงินทุนหมุนเวียน หรือ Cash Flow นั้นสำคัญมาก จะต้องวางแผนดีๆ Monitor อยู่ตลอด ว่ารายรับ รายจ่าย สอดคล้องกันไหม

  1. ควบคุมต้นทุนก่อสร้าง

ผู้รับเหมาหลายๆที่ มักจะไม่ติดตาม ควบคุมต้นทุนอย่างใกล้ชิดนัก เพราะมักจะเอาเวลาไปกับการแก้ปัญหาหน้างาน เป็นหลัก จนละเลย ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นของโครงการ ในหลายๆที่ มักจะไม่มีฝ่ายที่ควบคุมต้นทุนก่อสร้าง โดยเฉพาะ มักจะเอาข้อมูลมาจากฝ่ายบัญชี ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ละเอียดพอ ในการบริหารจัดการ ในบางบริษัท จึงเลือกที่จะมีฝ่ายควบคุมต้นทุนก่อสร้าง โดยเฉพาะ ทำให้สามารถติดตามค่าใช้จ่ายได้อย่างใกล้ชิด และปัญหาค่าใช้จ่ายที่ไม่ชัดเจนมักจะมาจากเงินสดย่อย ที่มักจะไม่นำมาแยกแบ่งหมวดค่าใช้จ่ายให้ถูกต้อง ทำให้การประเมินต้นทุนตามหมวดงาน มีความผิดพลาด

 

การเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ปี 2560

%e0%b8%95%e0%b8%b6%e0%b8%81

เราจะเห็นได้ว่า แนวโน้มการประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เห็นได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆทุกปีครับ ว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่มีส่วนแบ่งตลาดมากขึ้นเป็นลำดับ ทุกวันนี้บริษัทรายใหญ่ มีส่วนแบ่งตลาดบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียมกว่าครึ่งของตลาดทั้งหมด ยิ่งในสภาพแวดล้อมการแข่งขันปัจจุบัน ข้อได้เปรียบของรายใหญ่ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นครับ

เรื่องแรก ต้นทุนทางการเงินจากธนาคารพาณิชย์ รายใหญ่ที่มีเครดิตเรตติ้งสูงสามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ในอัตรา 2-3% และสามารถกู้ได้ไม่ยากครับ ในขณะที่รายกลางและรายเล็กที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง 7-8% และธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้อย่างระมัดระวัง หรืออาจไม่ปล่อยกู้ให้เลย

เรื่องที่สอง รายใหญ่ยังสามารถหาเงินทุนในรูปแบบตราสารหนี้จากแหล่งอื่น เช่น การออกหุ้นกู้ขายให้กับกองทุน และสถาบันต่างๆ ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งปกติบริษัทอสังหาฯ รายใหญ่ระดมเงินด้วยวิธีนี้เพื่อการซื้อที่ดินเปล่าปีละกว่า 1 แสนล้านบาท รูปแบบการหาแหล่งเงินแบบนี้สำหรับอสังหาฯ ขนาดกลางและเล็ก ไม่มีโอกาสเลยครับ ต้นทุนทางการเงินของอสังหาฯ รายใหญ่ที่ต่ำเช่นนี้ ถือว่าต่ำสุด ต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน และคาดว่าจะต่ำไปอีกนาน

อีกรูปแบบหนึ่ง การทำกองทุน RIET หรือกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งใช้สำหรับอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า เช่น โรงแรม ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน คลังสินค้า เจ้าของอสังหาริมทรัพย์นำมาทำเป็นกองทุนขายให้กับนักลงทุน โดยไม่ต้องรอเวลาถึงจุดคุ้มทุนโครงการอีก 7-10 ปีข้างหน้า สามารถได้รับเงินทุนและผลตอบแทนกลับมา เพียงพอนำไปลงทุนโครงการใหม่ต่อไปได้อีก 2-3 โครงการในขนาดเดียวกัน การทำเป็นกองทุน RIET เช่นนี้ก็เป็นโอภาสเฉพาะรายใหญ่ที่มีความพร้อม

เรื่องที่สาม ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะใช้ในปีหน้า 2560 ซึ่งจะทำให้เจ้าของที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ต้องมีภาระจ่ายภาษี แม้ว่าอัตราภาษีนี้ไม่นับว่าสูงมาก แต่สำหรับที่ดินย่านชั้นในย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ ที่มีราคาตารางวาละหลายแสนบาทหรือตารางวาละกว่า 1 ล้านบาท ทำให้มูลค่าที่ดินรวมเป็นหลักพันล้านบาท ภาษีที่ต้องจ่ายกับรัฐก็ตกปีละนับล้านบาท หากผู้ถือครองเป็นบริษัทก็ถือว่าภาระภาษีไม่มากนัก แต่ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา เป็นทายาทรับมรดกมา เป็นผู้มีรายได้เป็นเงินเดือน และไม่เคยจ่ายภาษีในลักษณะนี้มาก่อน ย่อมถือว่าเป็นภาระที่สูงมากครับ ส่งผลให้ทุกวันนี้เริ่มมีที่ดินแปลงใหญ่มูลค่าสูงในย่านธุรกิจชั้นในออกมาเสนอขายกันบ้างแล้ว แน่นอนว่าที่ดินมูลค่าสูงหลักพันล้านบาท ก็เป็นโอกาสซื้อเฉพาะบริษัทอสังหาฯ รายใหญ่ๆ เท่านั้น ข้อได้เปรียบของอสังหาฯ รายใหญ่ที่ว่ามานี้ก็มากมาย นี่ยังไม่นับรวมเรื่องของ Brand เรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ หากจะว่าไปแล้ว เรื่องข้อได้เปรียบของบริษัทขนาดยักษ์ใหญ่นี้ ไม่ได้มีเฉพาะในวงการอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น ธุรกิจอื่นๆ ก็ไม่แตกต่างกัน ยิ่งในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเมืองเช่นปัจจุบัน นับวันโอกาสของรายใหญ่ก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการประมูลสัมปทานโครงการต่างๆ การกำหนดมาตรการหรือนโยบายต่างๆ ในสภาพที่เสียงเล็กเสียงน้อยของคนส่วนใหญ่ไร้น้ำหนักไร้ความหมาย การล็อบบี้ตรงๆ ของธุรกิจขนาดใหญ่มีผลมากกว่า ต้องยอมรับกันว่า มันเป็นยุคทองของเหล่าเจ้าสัว ผู้ที่มีเงินเขาจริงๆครับ

 

งานก่อสร้างมีกระบวนการและขั้นตอนในการดำเนินงานที่มากมายและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

File written by Adobe Photoshop¨ 5.0

งานก่อสร้างในประเทศไทยได้ก้าวรุดหน้า และเพิ่มปริมาณขึ้นมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเงาตามการปฏิบัติงานในงานก่อสร้าง คืออุบัติเหตุซึ่งการเกิดอุบัติเหตุในแต่ละครั้งก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สินอย่างประมาณค่ามิได้ความสูญเสียจากงานก่อสร้างในปัจจุบันได้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกขณะ และมีคนงานจำนวนมากที่ยังเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายจากงานก่อสร้าง ดังนั้นการป้องกันอุบัติเหตุและการลดอุบัติเหตุ จึงเป็นเรื่องที่ต้องรีบเร่งและให้มีการปฏิบัติอย่างจริงจังทั้งนี้เพื่อลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่อาจจะเกิดขึ้น

สิ่งที่ส่งผลให้ความถี่และความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุในงานก่อสร้างเพิ่มขึ้นคือการนำเอาเทคโนโลยีอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องจักร อันทันสมัยมาใช้เพื่อทุนแรงและประหยัดเวลาแต่ในทางกลับกันความปลอดภัยในงานก่อสร้างไม่ได้วิวัฒนาการตามเทคโนโลยีที่ทันสมัยรวมถึง ความปลอดภัยพื้นฐานในงานก่อสร้างยังถูกละเลย ขาดความสนใจและเอาใจใส่จากผู้รับเหมาและผู้เกี่ยวข้องต่าง ๆ อย่างจริงจังนอกจากนี้คนงานยังขาดความรู้ ความเข้าใจ และจิตสำนึกความปลอดภัยในการปฏิบัติงานอย่างถูกต้องเหมาะสม อุบัติเหตุและโศกนาฏกรรมจึงยังคงเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เช่นนี้

งานก่อสร้างเป็นงานซึ่งมีกระบวนการและขั้นตอนในการดำเนินงานที่มากมายและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอวิถีทางหนึ่งของการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในงานก่อสร้าง คือการจัดความปลอดภัยในงานก่อสร้างออกเป็น 3 ส่วน คือ สถานที่ก่อสร้าง หมายถึงอาณาบริเวณทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างมิใช่เฉพาะบริเวณที่กำลังดำเนิน การก่อสร้างเท่านั้น แต่รวมไปถึงบริเวณที่จัดเก็บวัสดุ โกดังเก็บเครื่องมือ เครื่องจักร และอื่น ๆ เป็นต้น จึงควรมีข้อกำหนดและแนวปฏิบัติในสถานที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับคนงานดังนี้

การทำรั้วกั้นโดยรอบบริเวณก่อสร้างทั้งหมดเพื่อป้องกันผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในเขตก่อสร้างถ้าเป็นอาคารสูงอยู่ใกล้ชุมชนนอกจากการทำรั้วกันแล้วควรทำหลังคาคลุมทางเดินที่ติดรั้วกั้นนั้นด้วยเพื่อป้องกันเศษวัสดุตกใส่ผู้สัญจรไปมาภายนอกในสถานที่ก่อสร้างต้องมีการแบ่งเขตก่อสร้างอย่างชัดเจนโดยแบ่งเขตที่พักอาศัยออกจากบริเวณก่อสร้างที่จัดเก็บเครื่องมือ เครื่องจักร ที่เก็บวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้แล้วหรือยังไม่ใช้ (ออกเป็นระเบียบสถานที่ที่อันตรายทุกแห่งในเขตก่อสร้าง ต้องมีป้ายสัญลักษณ์ หรือป้ายเตือนภัยต่าง ๆ หรือข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้จะเข้าไปในบริเวณดังกล่าวซึ่งป้ายสัญลักษณ์นี้ต้องมีขนาดพอเหมาะและเห็นได้ชัดเจน ภาพแสดงและตัวอักษรต้องเป็นสื่อสากลที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ง่ายรอบตัวอาคารมีแผ่นกั้นกันวัตถุตกลงมาและมีตาข่ายคลุมอีกชั้นอาคารขณะก่อสร้างในที่มีช่องเปิดหรือที่ไม่มีแผงกั้น ควรทำราวกั้น และมีตาข่ายเสริมเพื่อป้องกันการตก

ธุรกิจก่อสร้างกับการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

ธุรกิจก่อสร้างจัดเป็นอุตสาหกรรมที่สาคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เป็นรากฐานที่สาคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง เป็นธุรกิจที่มีอนาคตดี โดยเฉพาะภาคเอกชน ต่อการรุกตลาดต่างประเทศของผู้ประกอบการธุรกิจก่อสร้างไทยหลายรายที่มีศักยภาพยังประสบปัญหาบางประการ เช่น ด้านเงินทุน คือขาดแคลนหลักทรัพย์ค้าประกัน หรือขาดเงินทุนหมุนเวียน ด้านการตลาดคือ การขาดข้อมูลดครงการก่อสร้าง รวมไปถึงขาดการศึกษาลู่ทางการตลาด ความเสียเปรียบด้านภาษา กฎเกณฑ์ของแต่ละประเทศ ขาดความช่วยเหลือจากภาครัฐ คือไม่มีความชัดเจนในนโยบายการสนับสนุนในระบบกระบวนการพัฒนาทั้งด้านสังคมและด้านเศรษฐกิจของประเทศทั้งหลายทั่วโลก ธุรกิจก่อสร้างเป็นธุรกิจสาคัญธุรกิจหนึ่งที่สามารถขับเคลื่อนภาวะเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ อย่างได้ผลอีกทั้งการจะวัดว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆอยู่ในภาวะขาขึ้นหรือขาลง ก็ดูได้จากการเจริญเติบโตของธุรกิจก่อสร้างนั้น

สำหรับประเทศไทย ผู้ประกอบธุรกิจก่อสร้างและการประกอบธุรกิจก่อสร้างมีความเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจของประเทศไทยค่อนข้างชัดเจน เนื่องจากธุรกิจก่อสร้างทำให้เกิดการจ้างงานเป็นจำนวนมาก ธุรกิจก่อสร้างยังเชื่อมโยงไปตั้งแต่โรงงานระดับล่าง เช่น คนงานก่อสร้างทุกระดับชั้น ไปจนระดับสูง เช่น สาขาวิชาชีพวิศวกร และวิชาชีพสถาปนิก เกี่ยวพันไปถึงธุรกิจค้าขายวัสดุก่อสร้างทุกประเภท ทำให้มีกาลังในการจับจ่ายใช้สอย ทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจตามมา และช่วยพัฒนาประเทศ หากธุรกิจก่อสร้างได้รับผลกระทบไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม หรือมีการลดขนาดหรือลดจำนวนของธุรกิจก่อสร้างลง เพราะขาดการสนับสนุน ขาดการดูแลเอาใจใส่จากภาครัฐอย่างจริงจัง การหดตัวของธุรกิจก่อสร้างจะส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นของโรงงานก่อสร้างจะส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน การพัฒนาการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน ทางระบายน้ำสาธารณะหรือการปรับปรุงการก่อสร้างของอาคารเพื่อใช้พลังงานทดแทน ยังเป็นการสร้างอนาคตและขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีการพัฒนาที่ยั่งยืน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยธุรกิจก่อสร้างยังก่อให้เกิดรายได้แก่อุตสาหกรรมต่อเนื่องผู้ผลิตวัตถุดิบและวัสดุก่อสร้าง รวมถึงพ่อค้าคนกลาง ผู้ประกอบการผู้เชี่ยวชาญ และธุรกิจการให้บริการติดตั้งไฟ อีกทั้งธุรกิจสถาบันการเงิน ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่าที่อยู่อาศัยสละอาคารตลอดจนธุรกิจให้คำปรึกษาในการลงทุนและกฎหมายด้วย

ขั้นตอนวางแผนก่อนเริ่มงานรับเหมาก่อสร้าง

การเริ่มทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีคู่แข่งอยู่หลากหลายบริษัท ซึ่งสามารถสร้างรายได้อย่างมหาศาลเพียงเวลาไม่กี่ปี แต่ก็มีบางรายที่ล้มเหลวขาดทุน ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนให้ดี สำหรับการวางแผนให้ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเติบโตได้ มีดังนี้
1.เลือกเจ้าของงาน ผู้รับเหมางานเอกชนต้องระมัดระวังให้มากๆกับการเลือกลูกค้า ควรศึกษาที่มาที่ไปลูกค้า ดูประวัติความน่าเชื่อถือ เคยเบี้ยวเงินผู้รับเหมาอย่างเราๆรึเปล่า ดูไปถึงสไตล์การทำงานของเจ้าของงานเดิมด้วย ว่าเมื่อเรารับช่วงต่อแล้วจะสามารถเก็บงานได้คุ้มหรือไม่ ดังนั้น การเลือกเจ้าของงานจึงกลายเป็น กฎเหล็กข้อแรก และทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างให้รัดกุมด้วย
2.เลือกรับงานแบบมีกำไร คิด BOQ ให้ครบ ตรงไปตรงมา เจ้าของบางคนอาจจะไม่เข้าใจโครงสร้างต้นทุนและความเสี่ยงมากมายของผู้รับเหมาก่อสร้าง เงินเดือนพนักงานและค่าใช้จ่ายสำนักงานของผู้รับเหมา ค่าน้ำค่าไฟ ค่าน้ำมัน เป็นต้น เจ้าของโครงการควรจะเลือกเราเพราะเรามีความพร้อม ทำงานคุณภาพดีและจบชัวร์ ไม่ใช่แค่เพราะราคาถูกที่สุด
3.การทำ Pre-Construction ข้อมูลจากทุกฝ่ายจะทำให้การวางแผนดีขึ้น คุยเป้าหมายและแผนงานด้วยกันทั้งเรื่อง เวลา ต้นทุน และคุณภาพ รวมทั้งคุยกันไปถึงเรื่องทำอย่างไรให้งานเสร็จเร็วกว่าแผน คุมงบประมาณให้ดี
4.การตั้งงบประมาณและควบคุมต้นทุนตั้งแต่เริ่มโครงการ มีทั้งการจ่ายออกไปเพื่อสั่งซื้อวัสดุ จ่ายค่าแรง จ้างผู้รับเหมาช่วง เงินสดย่อย ฯลฯ ทำให้มีโอกาสที่ต้นทุนจะพ้นสายตา กระเด็นกระดอนรอดหลุดจากการควบคุมได้ง่าย ผู้รับเหมาควรวางระบบเอกสารและวิธีการทำงานให้เหมาะสมเพื่อให้รวบรวมต้นทุนและค่าใช้จ่ายทุกรายการให้ได้ จะควบคุมต้นทุนให้อยู่ในกรอบที่วางไว้ได้ รู้ความเคลื่อนไหวและตัดสินใจได้ทันที่เมื่อใช้ต้นทุนเกินงบประมาณ ก็ต่อเมื่อบันทึกต้นทุนได้แบบเรียลไทม์วันต่อวัน
5.ต้องมีเงินทุนหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 30% เพราะความโชคร้ายมีอยู่จริง ถ้าต้องพึ่งเงินงวดอย่างเดียวแล้วโชคร้ายเบิกงวดได้ช้าหรือเจ้าของงานจ่ายช้า จะทำให้หน้างานติดขัดทันที เมื่องานช้าต้นทุนของผู้รับเหมาจะสูงขึ้น แล้วนั่นล่ะคือกำไรที่ค่อยๆหายไป ในทางกลับกัน ถ้าเป็นผู้รับเหมาที่มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอที่จะทำงานต่อได้ระหว่างรอเบิกงวด งานก่อสร้างจะเป็นไปตามแผน

เทคนิคในการเลือกผู้รับเหมาก่อสร้างที่ดี

การมีบ้านสักหลังคือความฝันของใครหลายคน เป็นปัจจัยหนึ่งในการดำรงชีวิต ดังนั้นการสร้างบ้านหนึ่งหลังต้องมีการเลือกผู้รับเหมาก่อสร้างที่ดี เพื่อจำกัดงบไม่ให้บานปลาย และตรงกับความต้องการของเรามากที่สุด

บางครั้งผู้รับเหมาทิ้งงาน ไม่ทำงานให้เสร็จตรงตามเวลา หรือใช้วัสดุไม่ตรงกับงบที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งสร้างความเหนื่อยจให้แก่ผู้ว่าจ้างพอสมควร ดังนั้นการเลือกผู้รับเหมาจึงเป็นเรื่องที่ยาก วันนี้เราจึงมีเทคนิคในการเลือกผู้รับเหมาที่ดีมานำเสนอ

1.เช็คประวัติการจดทะเบียน หากเราเลือก ผู้รับเหมาที่จดทะเบียนพาณิชย์แล้ว ก็ทำให้เรามั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าเราจะไม่ถูกหลอก เพราะเรามีข้อมูลของผู้รับเหมา มีสถานที่ติดต่อและสามารถเอาผิดได้กรณีที่มีการทิ้งงาน

2.ดูว่ามีประวัติการทิ้งงานหรือไม่ ผู้รับเหมาที่ดีต้องไม่มีประวัติการทิ้งงาน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เราสามารถตรวจสอบผู้ทิ้งงานได้ที่เว็บไซต์ของกรมบัญชีกลาง หากผู้รับเหมาไม่ได้จดทะเบียน ก็ต้องตรวจสอบจากประวัติการทำงานที่ผ่านมาและผลงาน

3.ฟังเสียงตอบรับของลูกค้ารายอื่นๆ เราอาจขอให้ผู้รับเหมาแสดงผลงานที่ผ่านมา เพื่อให้เราตรวจสอบทั้งผลงานและเสียงตอบรับของผู้ที่เคยใช้บริการ หากมีเสียงตอบรับที่ดี ผลงานที่สร้างออกมามีคุณภาพ เราก็มั่นใจได้ว่าบ้านของเราจะต้องเป็นบ้านที่สร้างด้วยมาตรฐานที่ดี

4.ผลงาน ผู้รับเหมาที่มีมาตรฐานสามารถกล่าวอ้างถึงผลงานในอดีต สามารถพาชมผลงานที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบันได้โดยไม่ต้องปิดบัง และสามารถแนะนำให้พบกับลูกค้ารายก่อน ๆ ได้ด้วย

5.มีเอกสารสัญญา และแบบก่อสร้างที่ชัดเจน ใช้เป็นหลักฐานในแง่กฎหมาย และช่วยให้ทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายในการดำเนินงานร่วมกันที่ชัดเจน ลดการผิดพลาดในการทำงาน

6.ให้เรามีส่วนในการเลือกวัสดุ ผู้รับเหมาก่อสร้างบางเจ้าให้ลูกค้าเลือกวัสดุได้เอง ซึ่งช่วยให้สามารถคุมราคาค่าใช้จ่ายได้ และยังเลี่ยงการถูกโก่งราคา หรือลดงบประมาณการก่อสร้าง

นอกจากเทคนิคที่กล่าวมาแล้วทางผู้รับเหมาและผู้ว่าจ้างต้องมีความเข้าใจและมีมาตรฐานที่ตรงกัน สามารถสื่อสารพูดคุยกันรู้เรื่อง มองภาพงานออกมาในรูปแบบเดียวกันเพื่อให้ผลงานสำเร็จออกมาราบรื่น

สาระน่ารู้ เกี่ยวกับกลโกงรับเหมาก่อสร้าง เพื่อหาแนวทางและป้องกันได้ทันท่วงที

ปัญหาระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับเหมาก่อสร้าง ต่อเติม และออกแบบ เป็นปัญหาที่เกิดมายาวนานและเป็นปัญหาหลักของใครหลายๆคน ว่าจะเลือกผู้รับเหมาอย่างไรให้ได้ผู้รับเหมาที่ดี สำหรับกลโกงรับเหมาก่อสร้างที่พบได้บ่อยมีด้วยกัน คือ

– ผู้รับเหมาทิ้งงาน ปัญหาที่เจอกันเป็นประจำสำหรับผู้รับเหมาที่ทิ้งงานแล้วเชิดเงินหนี ทิ้งงาน ทำงานช้า ไม่เสร็จตามแผนที่วางเอาไว้มาก

– วัสดุก่อสร้างไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้ เป็นกรณีที่ผู้รับเหมาโกงวัสดุโดยเอาวัสดุเกรดต่ำกว่าที่ได้ตกลงกันไว้มาใช้ในการก่อสร้างต่อเติมไม่ตรงตามแบบที่ผู้ว่าจ้างต้องการ

– สัญญาคลุมเครือ ไม่ชัดเจน อาศัยช่องว่างทางกฎหมาย สัญญาจ้างที่ผู้รับเหมาส่วนใหญ่ร่างมาจะอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบเพื่อหลีกเลี่ยงการต่อสู้ในชั้นศาลเมื่อเกิดการฟ้องร้องขึ้น ดังนั้นการทำสัญญาต้องทำด้วยความรอบคอบเพราะผู้ว่าจ้างอาจจะเสียเปรียบในกรณีที่ต่อสู้ในชั้นศาลได้

– เบิกเงินก่อนล่วงหน้า ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นประจำโดยผู้รับเหมาชอบอ้างว่าเงินไม่พอจะซื้ออุปกรณ์ ไม่พอสำหรับค่าใช่จ่ายสำหรับจ่ายค่าคนงานทำให้นายจ้างใจอ่อนยอมให้ผู้รับเหมาเบิกเงินล่วงหน้าไปก่อน เมื่อผู้รับเหมาได้เงินครบก็ทิ้งงานทันที

– ผู้รับเหมาเปลี่ยนทีมช่างชุดเดิม ในช่วงแรกผู้รับเหมาจะนำช่างที่มีประสบการณ์ทำงานเข้ามาทำงานทำให้ผู้ว่าจ้างเชื่อใจในฝีมือการทำงานว่าน่าจะทำออกมาได้ดี แต่หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเอาช่างมือใหม่เข้ามาทำ ส่งผลให้งานที่ออกมาค่อนข้างล่าช้าไม่เสร็จตามกำหนด และไม่ปราณีตอย่าที่คิดเอาไว้

– ผู้รับเหมาไม่เข้าหน้างาน โดยปล่อยให้ลูกน้องทำไปเรื่อยๆไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องทำให้งานที่ออกมาอาจจะมีความคลาดเคลื่อน และคนงานอาจโกงได้

– ผู้รับเหมาขาดความรับผิดชอบ อย่างเช่น รับปากจะทำให้แต่เอาเข้าจริงๆกลับไม่ได้ทำ ติดต่อยาก ปิดมือถือ และอาจจะถึงขั้นทิ้งงานอีกด้วย

– โกงเงินมัดจำ ผู้รับเหมาบางรายจะเรียกเงินมัดจำก้อนแรกสูงๆ เมื่อได้เงินมัดจำไปแล้วก็ทิ้งงานทันทีหรืออาจจะทำงานช้า ไม่ค่อยเข้างานจนเราต้องเลิกจ้าง

– แก๊งหลอกลวงทาง Internet ปัจจุบันโลกออนไลน์เข้าถึงผู้คนมากขึ้นทำให้ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างหลายรายใช้ช่องทางออนไลน์ในการติดต่อทางธุรกิจ และมีผู้ว่าจ้างหลายคนที่ใช้สื่อออนไลน์ในการประกาศหาผู้รับเหมา ทำให้ตกเป็นเหยื่อของผู้รับเหมาที่ต้องการจะหลอกลวง ดูภายนอกอาจจะทำให้ดูน่าเชื่อถือ แต่สุดท้ายก็เชิดเงินหนีจะส่งผลกระทบต่อผู้ว่าจ้างทำให้ต้นทุนการก่อสร้างสูงกว่าความเป็นจริง

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการค้าวัสดุก่อสร้างในภาคใต้

การเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆในภาคใต้ได้เอื้อหนุนให้เกิดการลงทุนในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และมีผลต่อเนื่องให้เกิดความต้องการสินค้าวัสดุก่อสร้างเพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆที่เติบโตตามการขยายตัวของหัวเมืองเศรษฐกิจและหัวเมืองท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี กิจกรรมการค้าและการลงทุนที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้ในปี 2557 ดังกล่าวข้างต้น กลับชะลอตัวลงจากปัจจัยหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นราคาพืชเศรษฐกิจ เช่น ยางพาราและปาล์มน้ำมัน ที่ยังอยู่ระดับต่ำ หรือจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังไม่ฟื้นตัวดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงส่งผลกระทบให้ภาคธุรกิจหลากหลายสาขาในภาคใต้ชะลอลง ซึ่งรวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการค้าวัสดุก่อสร้าง

การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะเกิดขึ้นปลายปี 2558 ผู้รับเหมา SMEs ในภาคใต้จึงควรเร่งหาแนวทางการปรับตัวเพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการค้าวัสดุก่อสร้าง ซึ่งสรุปดังนี้ ผู้ประกอบการควรสร้างและรักษาพันธมิตรธุรกิจ: ผู้ประกอบการ SMEs ทั้งในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และการค้าวัสดุก่อสร้างในภาคใต้ ควรสร้างและรักษาพันธมิตรทางธุรกิจในภาคใต้และภูมิภาคอื่นๆ เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม และสร้างฐานลูกค้าใหม่ในภูมิภาคอื่น โดยอำนวยความสะดวกในการขยายตลาดไปยังพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผู้ประกอบการ SMEs อาจเจรจาต่อรองค่างานรับเหมาก่อสร้าง/ราคาวัสดุก่อสร้างล่วงหน้าหรือทำสัญญาล่วงหน้ากับคู่ค้า เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากที่ราคาวัสดุก่อสร้างประเภทต่างๆปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้รวมถึงวัสดุก่อสร้างบางรายการที่เป็นสินค้านำเข้าในภาวะที่อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวน ซึ่งผู้รับเหมาก็อาจทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ผ่านการซื้อ/ขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า

– ผู้ประกอบการควรรักษาความน่าเชื่อถือทางการเงิน: เนื่องจากประวัติการชำระเงินเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงสภาพคล่องทางการเงินของธุรกิจ ดังนั้นผู้ประกอบการ SMEs จึงควรรักษาประวัติชำระหนี้ที่มีต่อสถาบันการเงิน ผู้รับเหมาก่อสร้าง และผู้จำหน่ายวัสดุก่อสร้าง
– ผู้ประกอบการควรพัฒนาแรงงานทั้งระดับบนและล่างให้มีประสิทธิภาพ: ผู้ประกอบการ ควรเริ่มพัฒนาแรงงานทั้งระดับบนและล่างให้มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาด้านภาษาและฝีมือแรงงานให้ได้ตามมาตรฐาน เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาคใต้ ภายหลังการเปิดเสรีตามกรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558
– ผู้ประกอบการควรศึกษากฎระเบียบการลงทุน: สำหรับผู้ประกอบการที่จะลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน ควรศึกษากฎระเบียบและสิทธิประโยชน์ที่มีต่อนักลงทุนต่างชาติให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อนำมาใช้เป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจก่อนการลงทุนและป้องกันความเสี่ยงในการลงทุนต่างถิ่น

แนวโน้มธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ในลาว

ประเทศลาวกำลังมีการพัฒนาในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เช่นการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าหลายแห่งทั่วประเทศและการสร้างนิคมอุตสาหกรรมรวมทั้งส่งเสริมการลงทุนต่าง ๆ จึงทำให้มีโครงการก่อสร้างรวมทั้งการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เป็นจำนวนมากจากการสำรวจนครหลวงเวียงจันทน์ คือไม่ค่อยมีร้านค้าที่จำหน่ายวัสดุก่อสร้างอาจมีสาเหตุมาจากผู้รับเหมานำสินค้าและวัสดุก่อสร้างจากเมืองไทยเข้าไปใช้ก่อสร้างเมื่อพิจารณาจาก GDP ภาคการก่อสร้างของประเทศลาว พบว่ามีมูลค่าสูงถึง 11,000 ล้านบาท ในปี 2553 ซึ่งมีแนวโน้มที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆการลงทุนต่าง ๆ เข้ามายังประเทศลาว เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุผลที่ทำให้ภาคการก่อสร้างในประเทศลาว มีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมากเมื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างมีการเติบโต สิ่งที่ตามมาคือโอกาสสำหรับธุรกิจวัสดุก่อสร้างต่างๆ ซึ่งปัจจุบันการทำธุรกิจประเภทนี้ไม่หลากหลายมากนักโดยสินค้าที่จำหน่ายในร้านส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศไทยและจีน นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการในจังหวัดหนองคายที่ให้บริการขายวัสดุก่อสร้างและจัดส่งไปยังประเทศลาวด้วยจะเห็นได้ว่า การเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ในประเทศลาว เป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักธุรกิจในการที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจร้านค้าวัสดุก่อสร้างในประเทศลาว โดยจากการศึกษาความต้องการของผู้บริโภคชาวลาวต่อแหล่งที่มาของสินค้าสิ่งที่จะเป็นกลยุทธ์ในการแข่งขัน ประกอบไปด้วยด้านราคา เนื่องจากคู่แข่งขายสินค้าในราคาค่อนข้างสูง เพราะไม่มีคู่แข่งรายอื่นมากนัก นอกจากนี้ควรวางแผนเรื่องของสินค้าคงคลังและการนำเข้าให้รัดกุม เนื่องจากอาจประสบปัญหาไม่สามารถนำเข้าสินค้าได้ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการในบางช่วง หากผู้ประกอบการคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ ย่อมช่วยให้ผู้ประกอบการได้เปรียบทางการแข่งขันได้

ฉะนั้นหากผู้ประกอบการธุรกิจก่อสร้างกำลังมองหาตลาดในด้านนี้อยู่ ประเทศลาวก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจเลยทีเดียว เพราะการก่อสร้างในประเทศลาวมีการเติบโตเป็นอย่างมาก อาจจะส่งผลให้ธุรกิจการรับเหมาก่อสร้าง หรือ จำหน่ายวัสดุก่อสร้าง มีแนวโน้มที่เติบโตไปอย่างมาก ทั้งนี้ผู้ประกอบการควรจะศึกษาข้อมูลของประชาชนในประเทศลาวก่อนว่ามีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง เพื่อจะทำให้ธุรกิจนั้นสามารถเจริญเติบโตไปได้อย่างก้าวขวาง

 

คาดตลาดรับสร้างบ้านปี 2558 มีมูลค่าเติบโตขึ้น


ธุรกิจรับสร้างบ้าน เป็นภาคส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการปลูกสร้างบ้านของผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภคย่อมคาดหวังว่าจะได้บ้านที่มีคุณภาพมาตรฐาน และมีราคาต้นทุนการก่อสร้างที่สามารถยอมรับได้ วันนี้ธุรกิจรับสร้างบ้านมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยเพราะสามารถรองรับความต้องการด้านการออกแบบ และการจัดวางพื้นที่ใช้สอยได้ตามความพึงพอใจของลูกค้า มีความสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า อีกทั้งธุรกิจนี้ไม่ได้รองรับเฉพาะเพียงแค่ลูกค้าที่ต้องการปลูกสร้างบ้านใหม่เท่านั้น หากแต่ยังสามารถรองรับกลุ่มลูกค้าในส่วนที่ต้องการซ่อมแซม ปรับปรุง และขยับขยายพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านเดิมให้กว้างขวางขึ้น ทำให้ฐานลูกค้าของธุรกิจนี้มีแนวโน้มการเติบโตทางการตลาดที่ดี

ปี 2557 นับเป็นอีกปีหนึ่งที่ผู้ประกอบการรับสร้างบ้านต้องเผชิญต่อปัจจัยลบรอบด้าน และรุนแรง ทั้งความต้องการสร้างบ้านและกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะงักลง แรงงานขาดแคลนรุนแรง สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ และค่าจ้างแรงงานที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ในขณะที่ภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านกลับมีการแข่งขันราคากันต่อเนื่อง ฯลฯ ทั้งนี้ ในส่วนของผู้ประกอบการรายเล็กที่ไม่มีการรวมตัว หรือสร้างเครือข่ายไว้ก็ยิ่งแข่งขันกับรายผู้นำตลาด หรือรายใหญ่ยากมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนแรงงานทีมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสมาคมฯ วิเคราะห์ว่าการจ้าง หรือใช้แรงงานต่างด้าวมาทดแทนแรงงานคนไทยนั้นไม่อาจแก้ไขปัญหาได้อย่างถาวร เหตุเพราะในอนาคตแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้จะเริ่มทยอยกลับคืนถิ่น ฉะนั้น แนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการรับสร้างบ้านที่ดีที่สุดคือ ควรเลือกหาเทคโนโลยีก่อสร้างที่ลดการพึ่งพาแรงงานลง

สำหรับปี 2558 ประเมินแนวโน้มตลาด “บ้านสร้างเอง” ทั่วประเทศคาดว่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวตามทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศ โดยคาดว่าจะมีความต้องการสร้างบ้านเองทั่วประเทศใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ในส่วนปริมาณ และมูลค่าตลาดรวม “รับสร้างบ้าน” นั้นมีโอกาสเติบโตได้ตามกัน โดยสมาคมฯ แยกประเมินตลาดรับสร้างบ้านออกเป็น 2 ตลาดหลักๆ ได้แก่ 1.ตลาดรับสร้างบ้านในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และ 2.ตลาดรับสร้างบ้านในเขตต่างจังหวัด ทั้งนี้ สมาคมฯ คาดว่าตลาดรับสร้างบ้านต่างจังหวัดน่าจะเป็น “ดาวรุ่ง” โดยเฉพาะเมื่อผู้ประกอบการทั้งรายเดิม และรายใหม่ต่างขยายการให้บริการสร้างบ้านครอบคลุมพื้นที่ต่างจังหวัดของประเทศมากขึ้น ซึ่งภูมิภาคที่น่าจับตาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ในส่วนของตลาดรับสร้างบ้านในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้นมองว่าความต้องการสร้างบ้าน และกำลังซื้อจะยังทรงตัว หรือเติบโตเพียงเล็กน้อย โดยปัจจัยหลักๆ ที่ส่งผลกระทบเกิดจากที่ดินเปล่าลดน้อยลง และมีราคาแพง ฯลฯ ทำให้การสร้างบ้านเดี่ยวส่วนใหญ่ย้ายออกสู่จังหวัดใกล้เคียง เช่น ชลบุรี อยุธยา นครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี สุพรรณบุรี เป็นต้น

ตลาดรับสร้างบ้านอีกหนึ่งภูมิภาคที่น่าจับตาคือ ภาคใต้ ซึ่งในปี 2557 พบว่า ความต้องการสร้างบ้าน หรือกำลังซื้อชะลอตัวลงจากปัจจัยที่มีผลกระทบ ได้แก่ ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ซึ่งอันที่จริงแล้วผู้บริโภคส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้นิยมใช้เงินออมสำหรับการสร้างบ้านหลังใหม่มากกว่าการกู้ยืม แต่ด้วยเพราะความไม่เชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ และรายได้ในอนาคต จึงทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจสร้างบ้าน หรือที่อยู่อาศัยไว้ก่อน

ดังนั้น ในปี 2558 หากรัฐบาลปัจจุบัน หรือรัฐบาลใหม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ก็เชื่อว่า ปริมาณ และมูลค่ารวมตลาดรับสร้างบ้านในภาคใต้ก็จะฟื้นตัวได้เช่นกัน ด้วยเพราะหลายจังหวัดเป็นเมืองท่องเที่ยว และเมืองการค้าที่สำคัญ เช่น สุราษฎร์ธานี สงขลา ภูเก็ต กระบี่ เป็นต้น

ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องยังเป็นภาคอุตสาหกรรมที่มีผลโดยตรง ต่อเศรษฐกิจ

18

คงเป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธว่าอุตสาหกรรมก่อสร้าง เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง และมีเม็ดเงินหมุนเวียนหลายแสนล้านบาทต่อปี ทำให้รัฐบาลพยายามผลักดันและส่งเสริมให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน แต่เมื่อพิจารณาถึงแนวทางและนโยบายการดำเนินงาน ในภาพรวม จะพบว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยยังขาดความชัดเจนและแผนยุทธศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง เพราะขาดการกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ ทำให้หน่วยงานหรือองค์กรที่จะเข้ามารับผิดชอบอุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศไทยมีความจำเป็นมากขึ้นทุกขณะ เพื่อสร้างรากฐานให้งานก่อสร้างในประเทศไทยมีศักยภาพเทียบเท่ากับนานาประเทศได้

อุตสาหกรรมก่อสร้าง เป็นอุตสาหกรรมที่มีอิทธิพลต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศสูง โดยที่ตัวเลข GDP หรืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเกือบ 10% เป็นอัตราการเติบโตจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยคาดว่าในปี พ.ศ. 2547 อุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโต กว่า 10% วงเงินในการลงทุนก่อสร้างไม่ต่ำกว่า 5-6 แสนล้านบาท ซึ่งวงเงินลงทุนดังกล่าวเป็นอัตราการขยายตัวในการ ลงทุนด้านก่อสร้างเพิ่มมากขึ้นถึง 17% ของภาคเอกชนและ 16% สำหรับภาครัฐ

อีกทั้งภาพของอุตสาหกรรมการก่อสร้างในประเทศไทย ในช่วงระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนแปลงไปจากจำนวนผู้ที่ได้รับการอนุมัติการก่อสร้างทั้งหมด โดยพบว่า ส่วนใหญ่อยู่นอกเขตเทศบาล เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้ได้รับการอนุมัติการก่อสร้างที่อยู่นอกเขตเทศบาลทั้งสิ้น 62% และภาคใต้ก็มีผู้ได้รับการอนุมัติการก่อสร้างนอกเขตเทศบาล 52% เป็นต้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่า Momentum ของการก่อสร้างในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นภาคอุตสาหกรรมที่มีผลโดยตรง ต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ ความสำคัญของการมีองค์กรหรือหน่วยงานเพื่อบริหารจัดการอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศไทยจึงเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักถึงอย่างจริงจัง ซึ่งหากพิจารณาถึงความเหมาะสมของการมีหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อรับผิดชอบดูแลภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศไทยแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความเกี่ยวข้องของหน่วยงานอื่นๆ ด้วย เนื่องจากประเทศไทยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก่อสร้างหลายหน่วยงาน ดังนั้น การมีหน่วยงานที่ต้องเข้ามารับผิดชอบและกำกับดูแลอย่างจริงจัง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาร่วมกำกับดูแล เพื่อประสานงาน ระหว่างหน่วยงาน เช่นเดียวกับแนวทางการดำเนินงาน ในปัจจุบัน ที่ภาครัฐได้แบ่งเป็น Cluster ของกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกัน

ทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมก่อสร้างในไทย

ธุรกิจงานก่อสร้าง เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยมาก ช่วยในการพัฒนาประเทศในหลายๆด้าน เช่น การสร้างที่อยู่อาศัย โรงงาน ถนน สะพาน เป็นต้น และมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น อีกทั้งในประเทศจีน และประเทศอินเดียได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้าง รวมทั้งในบางประเทศมีการจัดตั้งหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบด้านอุตสาหกรรมก่อสร้างโดยเฉพาะ และในประเทศที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ยังใช้อุตสาหกรรมก่อสร้างในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้เดินไปข้างหน้า

ประเทศไทยมีศักยภาพด้านงานก่อสร้างแบบครบวงจรเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆในอาเซียน เพราะ มีการแปรรูปวัตถุดิบในการผลิตวัสดุก่อสร้างที่มีคุณภาพได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบสถาปัตยกรรม การติดตั้งระบบควบคุมสมัยใหม่ และมีความเชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งอุตสาหกรรมของตกแต่ง เช่น อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้ายังได้รับความนิยม นอกจากนี้อุตสาหกรรมก่อสร้างของไทยยังได้ไปลงทุนในต่างประเทศ เช่น ในประเทศดูไบ ประเทศอินเดีย ประเทศจีน รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการก่อสร้างของไทยยังมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดมากขึ้น ทั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆฝ่ายด้วย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจไปในทิศทางเดียวกัน

ที่ผ่านมาแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้าง ได้กระจัดกระจายออกไปในหน่วยงานต่างๆ มาตรฐานที่ใช้ในการควบคุมก็แตกต่างกันออกไป จึงไม่สามารถปฏิเสธไม่ได้ว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศมาโดยตลอด ถึงแม้รัฐจะให้ความสำคัญน้อยกว่าอุตสาหกรรมด้านอื่นๆก็ตาม จะเห็นได้จากที่ไม่มีหน่วยงานใดให้การสนับสนุนทางด้านนี้โดยตรง ทั้งๆที่อุตสาหกรรมต่างๆมีส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจ และมีโอกาสขยายตัวเรื่อยๆ ทางรัฐจึงควรผลักดันอุตสาหกรรมก่อสร้างให้มีความน่าเชื่อถือ และรัฐควรให้การช่วยเหลือด้านเงินทุนสำรองทั้งในประเทศและนอกประเทศ ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง

ถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย จะมีโอกาสเติบโต ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ เนื่องจากเกิดการเก็งกำไรของอสังหาริมทรัพย์ และเกิดจากปัญหาทางการเงินในอดีต จึงทำให้อุตสาหกรรมไม่ได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐ และสถาบันทางการเงินอย่างที่ควรจะเป็น

การก่อตั้งสมาคมรับเหมาก่อสร้าง ช่วยกำหนดมาตรฐานการให้บริการแก่ผู้บริโภค

ธุรกิจรับก่อสร้างในอดีตพบว่ามีหลายสิ่งได้มีการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด

โดยเฉพาะกับข้อสงสัยของผู้บริโภคที่ว่า “รับสร้างบ้าน” กับ “ผู้รับเหมารายย่อย” นั้นแตกต่างกันอย่างไร จึงทำให้มีผู้จัดตั้งสมาคมขึ้น เพื่อให้บรรดาผู้รับเหมาก่อสร้างต่างๆร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อจำกัดนิยามของ “บริษัทรับสร้างบ้านมืออาชีพ” ว่าจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญๆ อะไรบ้าง ที่ผู้บริโภคจะสามารถเปรียบเทียบและแยกแยะถึงความแตกต่างของทั้ง 2 กลุ่ม

ตลาดของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเติบโตขึ้นมากจากเมื่อสิบปีที่แล้ว โดยรายได้ตกอยู่ที่ปีละ 2-3 พันล้านบาท แต่ในปัจจุบันกลับพุ่งสูงถึงปีละ 1 หมื่นล้านบาท และยังมีแนวโน้มที่จะมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรวมตัวของสมาคมของกลุ่มผู้ประกอบการรับสร้างบ้านและวัสดุก่อสร้าง ซึ่งมีความโดดเด่นในการกำหนดมาตรฐานการให้บริการ เพื่อให้ไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมกับช่วยกันทำให้ผู้บริโภคไม่ต้องเผชิญกับผู้รับเหมาที่ขาดความรับผิดชอบ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาตลอด

สมาคมรับเหมาก่อสร้างถูกก่อตั้งขึ้นมา 4 ปีแล้ว หนึ่งในภารกิจหลักๆ ที่สมาคมฯ พยายามผลักดันและดำเนินการมาโดยตลอดก็คือ “การสร้างและขยายโอกาส” ทั้งนี้ เพื่อจะขยายตลาดให้ผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกกว้างขึ้น โดยเฉพาะตลาดที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ มองข้ามหรือทำไม่ได้นั่นก็คือ “ตลาดรับสร้างบ้านต่างจังหวัด” ที่มีมูลค่าทางการตลาดที่สูงและมีการเติบโตอย่างมาก ซึ่งเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ

ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีการเติบโตอยู่ต่อเนื่อง ไม่ได้มีเพียงแต่ผู้ประกอบการ SME รายเล็กหรือธุรกิจภายในครอบครัวเท่านั้น ในอนาคตอาจมีการขยายไปสู่อุตสาหกรรมที่มีผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ เข้ามาแข่งขันกันมากขึ้น อย่างไรก็ตามทางด้านผู้ประกอบการรายเดิมควรมีการพัฒนาธุรกิจของตนเองให้แข่งขันอับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่จะมีในอนาคต แน่นอนว่าผู้ประกอบการรายใหญ่มีความแข่งแกร่งในด้านการลงทุนที่มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเงินทุน กระบวนการผลิต ชื่อเสียงที่ผู้บริโภคต่างในการยอมรับ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้ประกอบการรายเล็กจะสามารถแข่งขันได้เท่าเทียม จึงควรมีการพัฒนาศักยภาพของธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ

สังเกตได้ว่าผู้ประกอบการรายใหม่ๆมีธุรกิจรับสร้างบ้านที่มีสถานประกอบการอยู่ในต่างจังหวัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเริ่มมีผู้บริโภคนิยมสร้างบ้านอยู่ในต่างจังหวัดมากขึ้น ทำให้ลดต้นทุนที่จะจ้างผู้รับเหมาในกรุงเทพ ถึงแม้จะมีฝีมือมากกว่าผู้รับเหมาะรายเล็กที่อยู่ตามต่างจังหวัดก็ตาม